หลายคนคงสังเกตได้ว่าเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันมีความผันผวนและความไม่แน่นอนสูง บวกกับอัตราดอกเบี้ยและค่าครองชีพที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ การลงทุนจึงเป็นแนวทางสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว สำหรับมือใหม่ที่ยังไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน
บทความนี้ Nestopa จะมาแชร์ 10 รูปแบบการลงทุนที่เหมาะสำหรับมือใหม่ พร้อมข้อดี ข้อเสีย และเคล็ดลับการเริ่มลงทุนแบบเข้าใจง่าย เพื่อตอบคำถามยอดฮิตว่าจะเริ่มต้นลงทุนอะไรดี? พร้อมแชร์ 10 ประเภทการลงทุนสำหรับมือใหม่ให้ผู้อ่านสามารถวางแผนการเงินได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
ทำความรู้จักกับการลงทุน ก่อนเลือกว่าจะลงทุนอะไรดี

สิ่งแรกที่เพื่อน ๆ ควรรู้ ก่อนจะสามารถตัดสินใจได้ว่าจะลงทุนอะไรดี? คือต้องทำความรู้จักกับความหมายและจุดประสงค์ของการลงทุนกันก่อน โดยการลงทุน คือการนำทรัพย์สินหรือเงินที่มีอยู่มาใช้เพื่อสร้างผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งอาจมาในรูปแบบของเงินปันผล ดอกเบี้ย หรือมูลค่าของสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น การลงทุนแตกต่างจากการออมเงินตรงที่ไม่ได้เพียงแค่เก็บรักษาเงินไว้ แต่ยังมีเป้าหมายเพิ่มมูลค่าหรือผลตอบแทนในระยะยาว และมาพร้อมกับความเสี่ยงที่ต้องรับได้ตามแต่ละประเภทการลงทุน เช่น การลงทุนในหุ้น กองทุนรวม ตราสารหนี้ หรืออสังหาริมทรัพย์
ลงทุนอะไรดี? การลงทุนมีกี่ประเภท อะไรบ้าง?
การลงทุนสามารถแบ่งออกได้หลายประเภท ขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยง ระยะเวลาการลงทุน และเป้าหมายทางการเงินของผู้ลงทุน สำหรับใครที่กำลังอยากเริ่มต้นหาอะไรลงทุน แต่ไม่รู้ว่าจะลงทุนอะไรดี ผู้เขียนจะมาแชร์การลงทุน 10 ประเภทที่ได้รับความนิยม ดังนี้
1. ตราสารหนี้และพันธบัตร

ตราสารหนี้ (Bond) คือสัญญาทางการเงินระหว่างผู้ลงทุน (เจ้าหนี้) กับผู้ออกตราสาร (ลูกหนี้) ที่ผู้ออกมีหน้าที่ชำระเงินต้นคืนพร้อมดอกเบี้ยตามระยะเวลาที่กำหนด ตราสารหนี้จึงเหมือนการกู้ยืมเงินที่ให้ผลตอบแทนในรูปแบบดอกเบี้ย ตราสารหนี้มีสองประเภทหลัก คือ
-
พันธบัตร (Government Bond) ออกโดยรัฐบาลหรือหน่วยงานรัฐ มีความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากรัฐบาลมีความน่าเชื่อถือสูง จุดเด่นคือให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอและค่อนข้างปลอดภัย เหมาะกับผู้รับความเสี่ยงต่ำ
-
หุ้นกู้ (Corporate Bond) ออกโดยบริษัทเอกชน เพื่อระดมทุนขยายกิจการ มีความเสี่ยงสูงกว่าพันธบัตร แต่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เหมาะกับผู้รับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงสูง
ข้อดี: มีความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้น ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอและสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากทั่วไป สามารถกระจายความเสี่ยงการลงทุนได้
ข้อเสีย: ผลตอบแทนอาจต่ำกว่าการลงทุนในหุ้น และถ้าผู้ออกตราสารมีปัญหาอาจเสี่ยงเงินต้นหรือดอกเบี้ยไม่ได้รับตามที่คาดหวัง
2. การลงทุนหุ้น

มือใหม่หลายคนที่เลือกไม่ถูกว่าจะลงทุนอะไรดี หุ้นก็ถือเป็นอีกทางเลือกที่กำลังได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน การลงทุนหุ้น คือ การนำเงินไปซื้อหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งทำให้ผู้ลงทุนมีสิทธิเป็นเจ้าของบริษัทตามสัดส่วนของหุ้นที่ถือ การลงทุนในหุ้นให้โอกาสได้รับผลตอบแทนจาก 2 ทางหลัก คือ
-
เงินปันผล (Dividend) ซึ่งเป็นส่วนแบ่งกำไรของบริษัท
-
กำไรจากราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น (Capital Gain) การซื้อขายหุ้นสามารถทำได้ง่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ มีสภาพคล่องสูง และนักลงทุนสามารถเลือกลงทุนในหุ้นหลากหลายอุตสาหกรรมเพื่อกระจายความเสี่ยงได้
ข้อดี: การลงทุนในหุ้นเปิดโอกาสให้ได้รับผลตอบแทนสูงกว่าการฝากเงินหรือการลงทุนในตราสารหนี้ อีกทั้งยังมีสภาพคล่องสูง สามารถซื้อขายได้ง่าย และผู้ถือหุ้นยังมีสิทธิ์เป็นเจ้าของกิจการบางส่วน รวมถึงได้รับเงินปันผลเมื่อบริษัทมีกำไร
ข้อเสีย: หุ้นเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง ราคาผันผวนตามภาวะตลาดและผลประกอบการของบริษัท ผู้ลงทุนอาจขาดทุนได้หากเลือกผิดเวลา อีกทั้งยังต้องใช้ความรู้และเวลาศึกษาข้อมูลเพื่อตัดสินใจอย่างรอบคอบ
3. กองทุนรวม

กองทุนรวม คือ เครื่องมือในการลงทุนที่รวบรวมเงินจากนักลงทุนหลายคนมารวมกันเป็นก้อนใหญ่ แล้วนำไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่างๆ เช่น หุ้น ตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ หรือสินทรัพย์ทางเลือกอื่น ๆ โดยมีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพเป็นผู้บริหารจัดการเงินลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนตามนโยบายกองทุนที่กำหนดไว้
ข้อดี: ช่วยกระจายความเสี่ยง เนื่องจากกองทุนลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท ได้รับการจัดการโดยผู้เชี่ยวชาญ ทำให้นักลงทุนไม่ต้องศึกษาหรือวิเคราะห์เองมาก ลงทุนเริ่มต้นได้ด้วยเงินจำนวนไม่มาก เหมาะกับผู้เริ่มต้นหรือลงทุนรายย่อย กองทุนบางประเภทมีสิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น กองทุน SSF, RMF
ข้อเสีย: มีค่าธรรมเนียมในการจัดการกองทุนและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่อาจกินผลตอบแทนบางส่วน ผลตอบแทนไม่ได้รับประกันและมีความเสี่ยงที่จะขาดทุนได้ นักลงทุนไม่มีสิทธิ์ควบคุมการตัดสินใจลงทุนของกองทุนโดยตรง ต้องไว้วางใจผู้จัดการกองทุน
4. อสังหาริมทรัพย์

อสังหาริมทรัพย์ คือ ทรัพย์สินที่เป็นที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน ซึ่งไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย ๆ โดยทั่วไปหมายถึง บ้าน ที่ดิน คอนโดมิเนียม อาคารพาณิชย์ หรืออาคารสำนักงาน รวมทั้งสิทธิที่เกี่ยวข้อง เช่น สิทธิการเช่าและจำนอง
ข้อดี: การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เป็นทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนหลากหลาย ทั้งรายได้จากค่าเช่าและกำไรจากการเพิ่มมูลค่าในอนาคต ถือเป็นสินทรัพย์ที่มั่นคงและมีความเสี่ยงต่ำกว่าตลาดทุน อีกทั้งยังสามารถสร้าง Passive Income ได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนในคอนโดมิเนียม สามารถปล่อยเช่าได้ง่ายและมีโอกาสเก็งกำไรในอนาคต
ข้อเสีย: การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แม้ให้ผลตอบแทนมั่นคง แต่ต้องใช้เงินลงทุนสูงและมีภาระดอกเบี้ยจากการกู้ซื้อ อีกทั้งยังมีข้อจำกัดเรื่องสภาพคล่องในการขาย ความเสี่ยงด้านราคาตลาด และค่าใช้จ่ายในการดูแลทรัพย์สินที่ต้องบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง
5. สินทรัพย์ดิจิทัล (Cryptocurrency)

สินทรัพย์ดิจิทัล คือ หน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่แสดงมูลค่า ซึ่งจับต้องไม่ได้ แต่สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนหรือโอนความเป็นเจ้าของได้ในระบบดิจิทัล ภายใต้กฎหมายไทยแบ่งสินทรัพย์ดิจิทัลออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่
-
คริปโตเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) เช่น Bitcoin, Ethereum เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ใช้เป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนสินค้า บริการ หรือสิทธิอื่น ๆ มีราคาผันผวนขึ้นกับความต้องการซื้อขายในตลาด
-
โทเคนดิจิทัล (Digital Token) เป็นหน่วยข้อมูลที่ใช้แทนสิทธิ หรือทรัพย์สินอื่น เช่น สิทธิเข้าร่วมกำไร (Investment Token) หรือส่วนลดบริการ (Utility Token) ซึ่งมักสร้างบนเทคโนโลยีบล็อกเชน
ข้อดี: เข้าถึงการลงทุนในสินทรัพย์และโอกาสต่าง ๆ ได้ง่ายและรวดเร็ว สามารถซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมงและทั่วโลก โอกาสได้ผลตอบแทนสูงในระยะเวลาสั้น เนื่องจากราคามีความผันผวนสูง
ข้อเสีย: มีความเสี่ยงสูง ราคาผันผวนมาก อาจขาดทุนได้รวดเร็ว ยังมีกฎหมายและการกำกับดูแลที่กำลังพัฒนา ทำให้ความมั่นคงในการลงทุนไม่แน่นอน ความปลอดภัย เช่น การถูกแฮ็ก การสูญหายของกุญแจดิจิทัล สร้างความเสี่ยงต่อนักลงทุน
6. พันธบัตรรัฐบาล

พันธบัตรรัฐบาล คือ ตราสารหนี้ชนิดหนึ่งที่ออกโดยรัฐบาลหรือหน่วยงานภาครัฐ เพื่อระดมทุนมาใช้จ่ายในโครงการต่าง ๆ หรือชำระหนี้ของรัฐ โดยนักลงทุนที่จะซื้อพันธบัตรรัฐบาลจะเป็นเจ้าหนี้ของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลมีหน้าที่จ่ายดอกเบี้ยตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ และคืนเงินต้นเต็มจำนวนเมื่อครบกำหนดเวลาของพันธบัตรนั้น พันธบัตรรัฐบาลมีหลายประเภท เช่น พันธบัตรออมทรัพย์ พันธบัตรดอกเบี้ยคงที่ และพันธบัตรตั๋วเงินคลัง
ข้อดี: ความเสี่ยงต่ำ เพราะรัฐบาลมีความน่าเชื่อถือสูงและสามารถเรียกเก็บภาษีเพื่อชำระหนี้ได้ ผลตอบแทนมั่นคง มีดอกเบี้ยจ่ายตามกำหนด ทำให้นักลงทุนได้รับเงินรายได้อย่างสม่ำเสมอ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนระยะกลางถึงยาวเพื่อรักษาเงินต้นและรับผลตอบแทนแบบปลอดภัย เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้เริ่มต้นลงทุนและผู้ที่ต้องการลดความเสี่ยงจากตลาดหุ้น
ข้อเสีย: ผลตอบแทนอาจต่ำกว่าการลงทุนในหุ้นหรือสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง ราคาพันธบัตรในตลาดรองอาจผันผวน ขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยและสภาวะตลาด นักลงทุนอาจเสียโอกาสได้ผลตอบแทนสูงในช่วงที่ตลาดหุ้นเติบโตดี
7. ทองคำ

ทองคำถือเป็นการลงทุนที่มั่นคงและปลอดภัย (Safe Haven) ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเงิน นยามเศรษฐกิจผันผวน ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและการลดค่าของเงินได้ดี เนื่องจากมีมูลค่าในตัวเองและไม่ขึ้นอยู่กับระบบการเงินใดโดยเฉพาะ ช่วยรักษามูลค่าเงินในระยะยาวได้
ข้อดี: ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและวิกฤตเศรษฐกิจ มีสภาพคล่องสูง สามารถซื้อขายในตลาดทั่วโลกได้ตลอด 24 ชั่วโมง ราคามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะยาวและสอดคล้องกับความต้องการทองคำที่มีอยู่จำกัด
ข้อเสีย: ไม่ให้รายได้ปันผลหรือดอกเบี้ย ราคาทองคำยังผันผวนในระยะสั้น อาจทำให้นักลงทุนเสี่ยงขาดทุนได้ ต้องมีการเก็บรักษาที่ปลอดภัย และอาจมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา
8. เงินฝากประจำ

สำหรับน้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา หรือผู้ที่เริ่มต้นทำงานที่สงสัยว่าควรเริ่มต้นลงทุนอะไรดี การฝากเงินในธนาคารถือเป็นการลงทุนพื้นฐานที่มีความเสี่ยงต่ำ และไม่จำเป็นต้องมีงบเยอะก็เริ่มลงทุนเก็บเงินได้ เงินฝากประจำ (Fixed Deposit) คือ บัญชีเงินฝากกับธนาคารที่กำหนดระยะเวลาฝากเงินไว้ล่วงหน้า เช่น 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี หรือมากกว่า และผู้ฝากไม่สามารถถอนเงินออกมาก่อนครบกำหนดได้โดยไม่เสียสิทธิ์ดอกเบี้ย เงินฝากประจำมักได้รับอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าเงินฝากออมทรัพย์ทั่วไป เนื่องจากเงินฝากถูกล็อกในระยะเวลาหนึ่งเพื่อให้ธนาคารนำเงินไปใช้ประโยชน์หรือลงทุน
ข้อดี: ดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝากออมทรัพย์และให้ผลตอบแทนที่ชัดเจน มีความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากเงินฝากได้รับการคุ้มครองโดยสถาบันคุ้มครองเงินฝากสูงสุดตามกฎหมาย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเก็บเงินระยะกลางถึงยาวและวางแผนการใช้เงินล่วงหน้า สร้างวินัยการออมและลดโอกาสใช้เงินในระหว่างฝาก
ข้อเสีย: ไม่สามารถถอนเงินก่อนครบกำหนดได้โดยไม่เสียดอกเบี้ยหรือได้รับดอกเบี้ยน้อยลง ผลตอบแทนอาจต่ำเมื่อเทียบกับการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงกว่า ระยะเวลาที่ฝากอาจไม่ยืดหยุ่นสำหรับคนที่ต้องการใช้เงินฉุกเฉิน
9. กองทุน ETF (Exchange Traded Fund)

กองทุน ETF คือ กองทุนรวมดัชนีประเภทหนึ่งที่นำเงินจากนักลงทุนไปรวบรวมลงทุนในสินทรัพย์หลากหลาย เช่น หุ้น ตราสารหนี้ สินค้าโภคภัณฑ์ หรือดัชนีตลาดหุ้น โดยมีเป้าหมายสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนีหรือสินทรัพย์อ้างอิง กองทุน ETF จะจดทะเบียนและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เหมือนหุ้น ทำให้สามารถซื้อขายได้ตลอดเวลาตามเวลาทำการตลาด และราคาซื้อขายจะเปลี่ยนแปลงแบบเรียลไทม์
ข้อดี: ลงทุนง่ายและใช้เงินเริ่มต้นน้อยกว่าการซื้อหุ้นหลายตัวแยกกัน กระจายความเสี่ยงจากการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภทในกองทุนเดียว และมีสภาพคล่องสูงเหมือนหุ้น มีค่าธรรมเนียมจัดการต่ำกว่าเมื่อเทียบกับกองทุนรวมแบบจัดการเชิงรุก เหมาะสำหรับนักลงทุนมือใหม่และผู้ที่ต้องการลงทุนระยะยาว
ข้อเสีย: ผู้ลงทุนอาจไม่สามารถเอาชนะดัชนีอ้างอิงได้ เนื่องจากเป็นกองทุนติดตามดัชนี มีความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดหุ้นและสินทรัพย์อ้างอิง กรณีตลาดไม่ดี ผลตอบแทนจะต่ำตามดัชนีที่กองทุนติดตาม ในบางครั้งมีค่าคอมมิชชั่นหรือค่าธรรมเนียมในการซื้อขายผ่านโบรกเกอร์เพิ่มขึ้น
10. สลากออมทรัพย์

สลากออมทรัพย์ คือ รูปแบบการออมเงินที่ผสมผสานระหว่างการออมเงินแบบปกติกับการลุ้นรางวัล โดยนักลงทุนซื้อสลากในราคาที่กำหนดและจะได้รับดอกเบี้ยตามอัตราที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินกำหนดไว้ รวมถึงมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลใหญ่ทุกเดือนจนกว่าจะครบอายุสลาก เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการออมเงินอย่างปลอดภัยและต้องการความสนุกจากการลุ้นโชค
ข้อดี: เงินต้นจะได้รับคืนครบถ้วนตามกำหนด ไม่มีความเสี่ยงขาดทุน ได้รับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยพร้อมโอกาสลุ้นรางวัลทุกเดือน ดอกเบี้ยและเงินรางวัลได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เหมาะกับผู้ที่อยากสร้างวินัยในการออมเงินและชอบความสนุกจากการลุ้นโชค สามารถซื้อได้ง่ายผ่านธนาคารหรือสถาบันการเงินของรัฐ
ข้อเสีย: ผลตอบแทนรวม อาจต่ำกว่าการลงทุนในสินทรัพย์อื่น ๆ ที่มีความเสี่ยงสูงกว่า อัตราดอกเบี้ยอาจไม่สูงเมื่อเทียบกับเงินฝากประจำ ต้องถือครองสลากจนถึงครบกำหนดเพื่อรับผลตอบแทนเต็มที่ โอกาสในการถูกรางวัลมีจำกัด และส่วนใหญ่จะมีมูลค่าค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับเงินลงทุน
ลงทุนอะไรดีสำหรับมือใหม่หัดลงทุน?
หากใครกำลังที่จะตัดสินใจว่าควรลงทุนอะไรดี ควรพิจารณาถึงเป้าหมายระยะยาวของแต่ละคนเป็นหลัก สำหรับนักลงทุนมือใหม่ควรเลือกประเภทการลงทุนให้เหมาะสมกับต้นทุน เป้าหมายทางการเงิน ระยะเวลา และระดับความเสี่ยงที่รับได้ ยกตัวอย่างการลงทุนยอดฮิต เช่น หุ้น กองทุนรวม อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ และสินทรัพย์ดิจิทัล แต่ละประเภทมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน
หากคุณกำลังมองหาการลงทุนคอนโดทำเลทองใกล้รถไฟฟ้า แหล่งงาน หรือมหาวิทยาลัย ปล่อยเช่าได้ง่าย และมูลค่าเพิ่มในอนาคต ลองใช้ Nestopa ค้นหาและเปรียบเทียบโครงการคอนโดคุณภาพ ทำให้ทุกคนสามารถลงทุนได้อย่างมั่นใจและไม่พลาดโอกาสดี ๆ แน่นอน