
เพื่อน ๆ อาจเคยได้เห็นคำว่า Pet Humanization ผ่านหูหรือผ่านตากันมาบ้างแล้ว เพราะเป็นอีกหนึ่งคำที่หลายสำนักข่าวนำมาพาดหัวในปี 2568 ซึ่ง Pet Humanization หมายถึงการเลี้ยงสัตว์ให้เหมือนกับการเลี้ยงลูกหรือเป็นสมาชิกของครอบครัว สอดคล้องกับความนิยมเลี้ยงสัตว์ที่สูงขึ้นทั่วโลก สวนทางกับอัตราการมีลูกในหลายประเทศ จนเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งใน Megatrend แห่งยุคเลยก็ว่าได้
วันนี้ Nestopa จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับเทรนด์ Pet Humanization กัน ว่าส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและภาคอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงอย่างไรบ้าง รวมไปถึงโอกาสและความท้าทายต่าง ๆ ในปัจจุบัน
Pet Humanization คืออะไร?

Pet Humanization คือ คำที่ใช้อธิบายพฤติกรรมหรือแนวคิดการเลี้ยงสัตว์เสมือนลูก หรือสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว โดยมาจากคำว่า ‘Pet’ ที่แปลว่าสัตว์เลี้ยง และ ‘Humanization’ ซึ่งต่อยอดมาจากคำว่า ‘Human’ ที่แปลว่ามนุษย์ ต่อท้ายด้วย Suffic ‘-ization’ ซึ่งมักสื่อถึงการกระทำหรือกระบวนการ เมื่อรวมกันแล้ว ‘Humanization’ จึงหมายถึงกระบวนการทำให้เป็นมนุษย์นั่นเอง
นอกจากนี้ยังมีคำศัพท์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Pet Humanization อีกบางส่วน เช่น
-
Pet Parent คือ บทบาทเจ้าของสัตว์เลี้ยง ที่ดูแลเลี้ยงดูสัตว์ในด้านต่าง ๆ ด้วยความรัก เปรียบเสมือนเป็นพ่อแม่ของสัตว์เลี้ยงเลยทีเดียว
-
Petriarchy คือ เจ้าของสัตว์เลี้ยงที่เลี้ยงแบบตามใจ หรือที่เข้าใจง่าย ๆ ว่า ‘ทาสหมา-ทาสแมว’
-
Pet Celebrity/Petfluencer คือ สัตว์เลี้ยงที่มีชื่อเสียงในโลกออนไลน์ และมีผู้ติดตามจำนวนมากเสมือนกับดาราท่านหนึ่ง สามารถสร้างรายได้ให้กับเจ้าของได้อีกด้วย
โดยเป็นที่สังเกตว่าเทรนด์การเลี้ยงสัตว์ที่เพิ่มมากขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากยุคการระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ที่สัตว์เลี้ยงได้กลายมาเป็นเพื่อนคนสำคัญเมื่อต้องกักตัวอยู่บ้าน
โดยจากผลสำรวจของวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) พบว่า 49% มีพฤติกรรมเลี้ยงสัตว์เหมือนลูก (Pet Parent) จากกลุ่มตัวอย่าง นอกจากนี้ข้อมูลของ TGM Research เผยว่า คนไทย 73% มองสัตว์เลี้ยงเป็นเหมือนกับคนในครอบครัว ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของคนทั้งโลกที่ 58%
ทำไมคนถึงหันมาเลี้ยงสัตว์แทนการมีลูกกันมากขึ้น?
เหตุผลที่ทำให้เทรนด์ Pet Humanization กำลังมาแรง คนเริ่มหันมาเลี้ยงสัตว์แทนการมีลูกกันมากขึ้น เกิดจากหลายปัจจัยด้วยกัน เช่น
-
การเปลี่ยนแปลงด้านสังคมที่มีจำนวนของครอบครัวขนาดเล็ก คนโสด และคู่รักที่ไม่มีลูกเพิ่มมากขึ้น ควบคู่ไปกับสังคมสูงวัย หรือ Aging Society
-
ข้อดีของสัตว์เลี้ยงที่ช่วยเติมเต็มด้านอารมณ์และความรู้สึกให้กับเจ้าของ เพราะการมีสัตว์เลี้ยงอยู่ข้างกาย จะช่วยลดอารมณ์ความเครียด ความเหงา และการเหนื่อยล้าจากการทำงานได้เป็นอย่างดี เปรียบเสมือนกับการบำบัดจิตใจรูปแบบหนึ่ง (Pet Healing)
-
กลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เช่น Gen Y, Gen Z และผู้สูงอายุ นอกจากนี้ผลสำรวจยังพบว่า 80.7% ของผู้ที่มีสัตว์เลี้ยงมีสถานะเป็นโสด (ยังไม่แต่งงาน)
ผลกระทบของเทรนด์ Pet Humanization ต่อเศรษฐกิจไทย

Pet Humanization นอกจากจะเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่สำคัญแล้ว ยังถือเป็นส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่สำคัญอีกด้วย โดยมีข้อสังเกตที่สำคัญดังนี้
การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยง
-
ข้อมูลจากศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี (ttb analytics) คาดการณ์ว่าภายในปี 2568 นี้ ตลาดสัตว์เลี้ยงของไทยจะมีมูลค่าถึง 9.2 หมื่นล้านบาท คิดเป็นการเติบโตราว 13.2% จากปีก่อน และคาดว่าในปี 2569 มูลค่าจะถึงแสนล้านเลยทีเดียว
-
ประเทศไทยถือเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงอันดับที่สองของโลก ถัดจากประเทศเยอรมัน โดย ดร.ชนินทร์ ชลิศราพงศ์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทยได้กล่าวว่า ประเทศไทยมีโอกาสการเติบโตที่สูง ไม่ใช่แค่ในภาคส่งออกเท่านั้น แต่รวมถึงการบริโภคสินค้าและบริการสำหรับสัตว์เลี้ยงภายในประเทศอีกด้วย โดยอาจถือได้ว่าอาหารสัตว์ถือเป็น ‘New S-Curve’ ของภาคอุตสาหกรรมไทยเลยก็ว่าได้
ค่าใช้จ่ายต่อหัวที่สูงขึ้น (ต่อสัตว์เลี้ยง 1 ตัว)
-
ค่าใช้จ่ายของผู้ที่เป็นทาสสัตว์เลี้ยง จะอยู่ที่ประมาณ 5 หมื่นบาทต่อปี ต่อสัตว์เลี้ยงหนึ่งตัว ซึ่งถือว่าสูงกว่าการเลี้ยงสัตว์แบบทั่ว ๆ ไปประมาณ 6 เท่า นอกจากนี้ข้อมูลจากการใช้บัตรเครดิต KTC พบว่ากลุ่มลูกค้า Super Premium หรือกลุ่ม Ultra High Net Worth ซึ่งมีสัดส่วน 7.4% ของคนเลี้ยงสัตว์ทั้งหมด มีค่าใช้จ่ายกว่า 120,000 บาทต่อปี ต่อสัตว์เลี้ยงหนึ่งตัว
-
ข้อมูลค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมการเลี้ยงสัตว์ของทาสหมา-ทาสแมว ที่มักจะจับจ่ายใช้สอยสินค้าและบริการระดับพรีเมียมให้กับสัตว์เลี้ยงอยู่เสมอ โดยมองว่าเป็นการลงทุนกับคุณภาพชีวิตและสุขภาพของสัตว์เลี้ยง
ธุรกิจสัตว์เลี้ยงที่น่าสนใจและการเติบโตของตลาด
1. ธุรกิจอาหารสัตว์
ข้อมูลจากสมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงไทย (TPIA) เผยว่า ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงมีสัดส่วนตลาดที่ใหญ่ที่สุด โดยคาดการณ์มูลค่า 6.24 หมื่นล้านบาทในปี พ.ศ. 2568 โดยคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 55% ของตลาดสัตว์เลี้ยงทั้งหมด
นอกจากนี้ ตลาดยังมีแนวโน้มความต้องการสูงสำหรับอาหารสัตว์คุณภาพสูงระดับพรีเมียม และซูเปอร์พรีเมียม ที่ทำจากส่วนผสมจากธรรมชาติ ออร์แกนิก หรือส่วนผสมเฉพาะทาง (เช่น gulten-free หรืออาหารสุขภาพ)
อีกข้อมูลที่น่าสนใจคือการเติบโตของประชากรแมวมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว (อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น 3.9% ในช่วงปี 2559-2564) และยอดขายอาหารแมวมีการเติบโตเร็วที่สุด (อัตราการเติบโต 13.1% ในช่วงปี 2559-2564) เนื่องจากมีความต้องการการดูแลที่น้อยกว่าหมา หรือสัตว์ชนิดอื่น ๆ จึงเหมาะกับวิถีชีวิตในเมือง
2. ธุรกิจด้าน Health and Wellness ของสัตว์เลี้ยง
เทรนด์ Pet Humanization เป็นแรงขับเคลื่อนที่ทำให้เจ้าของสัตว์เลี้ยง ให้ความสำคัญในฐานะสมาชิกในครอบครัวมากขึ้น ทำให้ธุรกิจด้านสุขภาพสัตว์เลี้ยงเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่น่าสนใจ
โดยจากการสำรวจของ CMMU พบว่าเจ้าของสัตว์เลี้ยงใช้บริการคลินิกสัตวแพทย์เอกชนบ่อยครั้ง (63.3%) และโรงพยาบาลสัตว์เอกชนรองลงมา (57.1%) นอกจากนี้ยังมีความต้องการสูงในการฉีดวัคซีน (86.3%) การตรวจสุขภาพประจำปี (65.3%) และการทำหมัน (61%) อีกด้วย ซึ่งล้วนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเลี้ยงสัตว์ในปัจจุบัน
นอกจากนี้ ในปัจจุบัน pet parents ยังมีความต้องการและความสนใจเรื่องการดูแลสัตว์เลี้ยงสูงวัย (Pet Aging) และการวินิจฉัยโรคที่ซับซ้อนมากขึ้นอีกด้วย
3. ธุรกิจสินค้าและบริการสัตว์เลี้ยงอื่น ๆ
ธุรกิจบริการสำหรับสัตว์เลี้ยงเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีการเติบโตสูง (อัตราการเติบโตต่อปี 20.0%) และคาดการณ์ว่าจะสูงถึง 1.04 พันล้านบาทในปี 2568
บริการเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงที่ได้รับความนิยม ได้แก่ การอาบน้ำตัดแต่งขน (51.6% ถึง 60.1%) โรงแรมสำหรับสัตว์เลี้ยง (18.5%) สปาสำหรับสัตว์เลี้ยง และบริการหลังความตาย
นอกจากนี้เทรนด์ Pet Humanization และ Pet Parenting ทำให้ธุรกิจหลายภาคส่วนเริ่มปรับตัวให้เป็น Pet-Friendly มากยิ่งขึ้น ธุรกิจอย่างโรงแรม คาเฟ่ และห้างสรรพสินค้า กำลังสร้างพื้นที่ Pet-Friendly เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์คนเมืองที่พาสัตว์เลี้ยงไปด้วยทุกที่
ความท้าทายของภาคอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงในปัจจุบัน

แม้ว่าตลาดสัตว์เลี้ยงไทยจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากกระแส Pet Humanization แต่ตลาดกำลังเผชิญกับความท้าทายสำคัญหลายด้าน โดยเฉพาะภาวะ สินค้าล้นตลาด (Oversupply) ซึ่งเป็นผลพวงจาก "ฟองสบู่โควิด" ที่ทำให้จำนวนแบรนด์อาหารสัตว์ไทยเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า และร้านค้าสัตว์เลี้ยงขยายตัวมากกว่า 4-5 เท่าในช่วงที่ผ่านมา ปริมาณสินค้าและแบรนด์สัตว์เลี้ยงที่เพิ่มขึ้นมากเกินกว่าจำนวน Pet Parents ประกอบกับกำลังซื้อที่ลดลง ส่งผลให้เกิดการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง
ความท้าทายที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการในปัจจุบันคือ "สินค้ารั่วไหล" โดยเฉพาะอุปกรณ์และของใช้สำหรับสัตว์เลี้ยง (Accessories) ราคาถูกจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น จีน สินค้าราคาถูกเหล่านี้ทำให้ร้าน Pet Shop สูญเสียกำไรหลักที่เคยสูงถึง 100% ไปเกือบทั้งหมด
นอกจากนี้ ตลาดส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงของไทย แม้จะเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก ก็ยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงจาก ต้นทุนวัตถุดิบที่ผันผวน (โดยเฉพาะปลาทูน่า) และมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศที่เข้มงวดขึ้น (เช่น มาตรการ Farm to Fork ของสหภาพยุโรป) รวมถึงการแข่งขันด้านราคาจากคู่แข่งอย่างเม็กซิโกในตลาดสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ในตลาดญี่ปุ่น จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้ตลาดเติบโตได้อย่างยั่งยืน
อนาคตและโอกาสของอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงไทย
ถึงแม้จะมีความท้าทาย แต่ตลาดสัตว์เลี้ยงไทยยังคงมีแนวโน้มการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดรวมจะแตะ 92,000 ล้านบาทในปี 2568 และพุ่งทะลุ 1.01 แสนล้านบาทในปี 2569 ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกระแส Pet Humanization ที่ทำให้เจ้าของยินดีจ่ายเพื่อดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของสัตว์เลี้ยง (เฉลี่ย 50,000–50,500 บาทต่อตัวต่อปี)
โอกาสในการเติบโตในอนาคตจึงอยู่ที่ตลาดพรีเมียมและเฉพาะทาง อาทิ อาหารสัตว์เพื่อสุขภาพ (Functional Food), บริการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (เช่น การฉีดวัคซีน 86.3%) และ บริการดูแลสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียม รวมถึงการขยายพื้นที่ Pet-Friendly Zone ในธุรกิจบริการต่าง ๆ นอกจากนี้ เทคโนโลยีสำหรับสัตว์เลี้ยง (Pet Tech) เช่น Smart Home Device ก็ได้รับความสนใจสูงถึง 93%
อ่านบทความอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม: คอนโดเลี้ยงสัตว์ได้ ทำเลดี สะดวกครบทุกไลฟ์สไตล์ | Nestopa