เผยแพร่ใน Tips ซื้อ-ขาย-เช่า อสังหาฯ

ซื้อคอนโดต้องมีเงินเท่าไหร่? วางแผนการเงินให้พร้อมก่อนตัดสินใจ

การมีคอนโดเป็นของตัวเองคือความฝันของใครหลายคน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ต้องการสร้างความมั่นคงและมีพื้นที่ส่วนตัวในทำเลที่ใช่ แต่การจะซื้อคอนโดสักห้อง ไม่ได้จ่ายแค่ค่าคอนโดเท่านั้น เพราะยังมีค่าใช้จ่ายอีกหลายอย่างที่ต้องเตรียมพร้อม ไม่ว่าจะเป็นเงินดาวน์ ค่าจดจำนอง ค่าโอน หรือค่าใช้จ่ายรายเดือนหลังเข้าอยู่

บทความนี้ Nestopa จะมาไขข้อสงสัยว่าซื้อคอนโดต้องมีเงินเท่าไหร่กันแน่? พร้อมแนะนำวิธีบริหารเงินและเตรียมความพร้อมทางการเงิน เพื่อให้คุณเป็นเจ้าของคอนโดได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องภาระในระยะยาว


ค่าใช้จ่ายเบื้องต้นในการซื้อคอนโดที่ควรรู้ ต้องมีเงินเท่าไหร่?

ค่าใช้จ่ายในการซื้อคอนโด

ค่าใช้จ่ายเบื้องต้นที่ต้องรู้ในการซื้อคอนโด มีหลายส่วนที่ผู้ซื้อควรเตรียม พร้อมทั้งใช้เป็นข้อมูลวางแผนการเงินอย่างรอบคอบ ได้แก่

1. เงินจองและเงินทำสัญญา

  • เงินจองคอนโด: เป็นเงินก้อนแรกที่ผู้ซื้อต้องจ่ายเพื่อแสดงความจำนงในการซื้อห้องชุดนั้น ๆ โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 3,000 - 10,000 บาท ขึ้นอยู่กับแต่ละโครงการ

  • เงินทำสัญญาจะซื้อจะขาย: หลังจากทำการจองแล้ว จะต้องมีการทำสัญญาจะซื้อจะขาย ซึ่งต้องใช้เงินประมาณ 5,000 - 100,000 บาท แตกต่างกันไปตามมูลค่าของโครงการ

2. เงินดาวน์คอนโด

เงินดาวน์คอนโดคือเงินก้อนแรกที่ผู้ซื้อต้องจ่ายให้กับผู้พัฒนาโครงการคอนโดโดยตรง เพื่อเป็นหลักประกันและยืนยันสิทธิ์ในการจองซื้อห้องชุดนั้น ๆ โดยทั่วไปเงินดาวน์จะอยู่ที่ประมาณ 5-10% ของราคาคอนโด เงินส่วนนี้จะถูกนำไปหักออกจากราคาซื้อเมื่อทำสัญญาและโอนกรรมสิทธิ์ บางโครงการอาจให้ผ่อนดาวน์เป็นงวด ๆ ได้ โดยไม่มีดอกเบี้ยเพิ่มเติม 

3. ค่าใช้จ่ายในวันโอนกรรมสิทธิ์

  • ค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ ค่าธรรมเนียมที่ต้องชำระให้กรมที่ดินเมื่อโอนห้องชุดจากผู้ขายไปยังผู้ซื้อ คิดเป็น 2% ของราคาประเมินคอนโดหรือราคาขาย (ขึ้นกับเงื่อนไข)

  • ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีที่ผู้ขายต้องจ่ายเมื่อขายคอนโด คิดเป็น 3.3% ของราคาขายหรือราคาประเมิน (ใช้ราคาที่สูงกว่า) หากเสียภาษีนี้แล้วจะได้รับการยกเว้นอากรแสตมป์

4. ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ต้องเตรียม

  • ค่าส่วนกลาง คิดเป็นรายเดือนตามตารางเมตรของห้องที่ซื้อ โดยเฉลี่ยประมาณ 30-50 บาท ต่อตารางเมตร แต่บางโครงการอาจสูงหรือต่ำกว่า

  • ค่าประกันมิเตอร์น้ำ-ไฟฟ้าและค่าติดตั้ง ประมาณ 2,000-4,000 บาท ขึ้นกับแต่ละโครงการ

5. ค่าประเมินราคาหรือค่าธรรมเนียมสินเชื่อ (หากกู้ธนาคาร)

ค่าประเมินราคาหรือค่าธรรมเนียมสินเชื่อ กรณีขอกู้ธนาคารหมายถึงค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการประเมินมูลค่าทรัพย์สินที่นำไปขอกู้ เช่น คอนโดหรือบ้าน เพื่อให้ธนาคารพิจารณาอนุมัติวงเงินกู้ได้อย่างเหมาะสม ค่านี้เป็นค่าบริการที่ผู้ซื้อจะต้องชำระให้กับบริษัทประเมินราคาหรือเจ้าหน้าที่ของธนาคาร

  • การประเมินราคาจะประเมินโดยเจ้าหน้าที่หรือบริษัทประเมินภายนอก ซึ่งจะตรวจสอบมูลค่าตลาด สภาพทรัพย์สิน ทำเล และปัจจัยอื่น ๆ เพื่อนำมาคำนวณราคา

  • ค่าประเมินมีตั้งแต่ประมาณ 1,000 ถึง 3,000 บาท ขึ้นอยู่กับธนาคารและลักษณะของทรัพย์สิน

  • ราคาประเมินนี้จะเป็นเกณฑ์สำคัญที่ธนาคารใช้กำหนดวงเงินกู้สูงสุด โดยปกติธนาคารจะให้วงเงินกู้ประมาณ 90-100% ของราคาประเมิน หรือต่ำกว่าราคาซื้อขายจริงแล้วแต่กรณี


วางแผนผ่อนคอนโดและประเมินวงเงินกู้อย่างไร?

การวางแผนผ่อนคอนโดและประเมินวงเงินกู้เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้สามารถซื้อคอนโดได้อย่างมั่นคงและไม่เป็นภาระทางการเงินเกินไป โดยมีขั้นตอนหลัก ๆ ดังนี้

การวางแผนผ่อนคอนโด

  • คำนวณรายได้สุทธิหลังหักภาษีและค่าใช้จ่ายประจำแล้ว เพื่อรู้ว่ามีเงินเหลือสำหรับผ่อนคอนโดกี่บาทต่อเดือน

  • ควรตั้งเป้าว่าผ่อนชำระค่างวดไม่ให้เกิน 30-40% ของรายได้สุทธิ เพื่อไม่ให้เป็นภาระมากเกินไป ตัวอย่างเช่น หากรายได้สุทธิ 30,000 บาท ค่างวดผ่อนควรไม่เกิน 12,000 บาท

  • พิจารณาระยะเวลาผ่อนชำระ เช่น 15 ปี หรือ 30 ปี ซึ่งระยะเวลายิ่งนาน งวดผ่อนจะยิ่งน้อย แต่อาจจ่ายดอกเบี้ยรวมมากขึ้น

การประเมินวงเงินกู้

  • ธนาคารจะคำนวณวงเงินกู้จากราคาประเมินสินทรัพย์และรายได้ผู้กู้ โดยทั่วไปจะให้กู้ไม่เกิน 90-100% ของราคาประเมิน หรือราคาซื้อขาย (ในกรณีที่สูงกว่าราคาประเมิน)

  • วงเงินกู้รวมทั้งเงินกู้หลักและดอกเบี้ย ต้องไม่เกินความสามารถผ่อนของผู้กู้ (30-40% ของรายได้)

  • ผู้กู้ต้องเตรียมเงินดาวน์ประมาณ 5-20% ของราคาคอนโด ขึ้นกับแต่ละโครงการและข้อกำหนดธนาคาร

  • อาจต้องคำนวณค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าประเมินราคา ค่าธรรมเนียมจ่ายล่วงหน้าเพื่อไม่ให้ขาดสภาพคล่อง

วิธีคำนวณวงเงินกู้เบื้องต้น

วิธีคำนวณวงเงินกู้เบื้องต้นสำหรับซื้อคอนโดสามารถใช้สูตรง่าย ๆ ดังนี้:

วงเงินกู้ที่สามารถกู้ได้ = (รายได้สุทธิ × 40%) × 150

โดย

  • รายได้สุทธิ คือ รายได้ต่อเดือนหลังหักค่าใช้จ่ายและหนี้สินอื่น ๆ แล้ว

  • 40% คือสัดส่วนของรายได้ที่ธนาคารจะอนุญาตให้ผ่อนชำระได้ไม่เกิน

  • 150 เป็นตัวคูณประมาณการวงเงินกู้ โดยคำนึงถึงอัตราดอกเบี้ยและระยะเวลาผ่อน (โดยทั่วไป 15-30 ปี)

ตัวอย่างเช่น หากมีรายได้สุทธิ 30,000 บาท ธนาคารจะอนุญาตให้ผ่อนชำระได้เดือนละไม่เกิน 12,000 บาท (30,000 x 40%) ดังนั้น

12,000 × 150 = 1,800,000 บาท

คือวงเงินกู้ที่สามารถขอได้โดยประมาณ

ถ้ามีภาระหนี้สินอื่น ๆ ต้องนำรายได้สุทธิมาหักค่าผ่อนหนี้เหล่านั้นก่อน เช่น

รายได้สุทธิ − ภาระหนี้สินที่ต้องจ่ายต่อเดือน = รายได้ที่เหลือสำหรับผ่อนคอนโด

จากนั้นนำจำนวนนี้คูณกับ 40% และ 150 ตามสูตรข้างต้น

ตัวอย่างค่าใช้จ่ายสำหรับคอนโดราคา 2 ล้านบาท

ตัวอย่างค่าใช้จ่ายสำหรับซื้อคอนโดราคา 2 ล้านบาท โดยประมาณ มีดังนี้

  • เงินดาวน์ประมาณ 10% ของราคาคอนโด = 200,000 บาท (บางโครงการสามารถผ่อนดาวน์ได้โดยไม่มีดอกเบี้ย)

  • ค่าจอง + ค่าทำสัญญาจะซื้อประมาณ 10,000 บาท

  • ค่าประเมินหลักประกันสินเชื่อธนาคารประมาณ 1,800 - 3,000 บาท

  • ค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ 2% ของราคาประเมิน = 36,000 บาท

  • ค่าจดจำนอง 1% ของวงเงินกู้ (สมมติวงเงินกู้ประมาณ 1.8 ล้านบาท) = 18,000 บาท

  • ค่าอากรแสตมป์ 0.05% ของราคาซื้อขาย = 900 บาท

  • ค่าส่วนกลางล่วงหน้า (คิดเป็นรายปี โดยประมาณ 40 บาทต่อตารางเมตร ห้อง 35 ตารางเมตร) = 16,800 บาท

  • ค่ากองทุนส่วนกลาง 14,000 บาท (จ่ายครั้งเดียว)

  • ค่าติดตั้งและค่าประกันมิเตอร์น้ำ-ไฟฟ้า 2,000 - 4,000 บาท

รวมค่าใช้จ่ายเบื้องต้นก่อนเริ่มผ่อนประมาณ 105,000 - 110,000 บาท

สำหรับค่าใช้จ่ายต่อเดือนเมื่อเริ่มผ่อน

  • ค่างวดผ่อนคอนโดประมาณ 12,000 - 14,000 บาท (ขึ้นกับอัตราดอกเบี้ยและระยะเวลาผ่อน)

  • ค่าส่วนกลางประมาณ 1,400 บาทต่อเดือน

  • ค่าไฟ น้ำ อินเทอร์เน็ตประมาณ 3,000 บาทต่อเดือน

โดยรวมแล้วผู้ซื้อควรวางแผนค่าใช้จ่ายผ่อนคอนโดและค่าใช้จ่ายประจำให้ไม่เกิน 30-40% ของรายได้สุทธิต่อเดือน


เคล็ดลับการบริหารจัดการเงินให้พร้อมก่อนซื้อคอนโด

แนวทางการบริหารจัดการเงิน

การเตรียมเงินก้อนใหญ่และการผ่อนชำระระยะยาวต้องอาศัยวินัยทางการเงินที่ดี ดังนั้นก่อนตัดสินใจซื้อคอนโด ควรวางแผนและบริหารจัดการเงินให้รอบคอบ โดยมีเคล็ดลับที่ช่วยเตรียมความพร้อมทางการเงินดังนี้

  • ตั้งงบประมาณที่ชัดเจน คำนวณรายได้สุทธิ รายจ่ายประจำ และภาระหนี้สินที่มีอยู่ เพื่อกำหนดวงเงินสำหรับผ่อนคอนโดที่ไม่เกิน 30-40% ของรายได้

  • เตรียมเงินดาวน์และค่าใช้จ่ายล่วงหน้า แยกเงินเก็บสำหรับเงินดาวน์ประมาณ 5-20% และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าจอง ค่าทำสัญญา ค่าประเมินราคาหลักประกัน และค่าธรรมเนียมโอน

  • วางแผนสำรองเงินฉุกเฉิน ควรมีเงินสำรองประมาณ 3-6 เดือนของรายจ่ายทั้งหมด เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น รายได้ลดลงหรือค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน

  • ลดหนี้สินก่อนซื้อ พยายามลดภาระหนี้สินที่มีอยู่เพื่อเพิ่มความสามารถในการกู้สินเชื่อและลดภาระผ่อนชำระรายเดือน

  • ตรวจสอบความสามารถในการกู้ ใช้สูตรคำนวณวงเงินกู้เบื้องต้นตามรายได้และภาระหนี้ เพื่อประเมินความเหมาะสมในการซื้อคอนโดและขอสินเชื่อ

  • วางแผนระยะยาว คำนวณค่างวดผ่อนที่สามารถรับได้ในระยะ 15-30 ปี พร้อมเผื่อค่าใช้จ่ายเพิ่มในอนาคต เช่น ค่าส่วนกลาง ค่าซ่อมบำรุง และค่าใช้จ่ายครอบครัว


เตรียมตัวให้พร้อมก่อนซื้อคอนโด

การซื้อคอนโดต้องใช้การวางแผนการเงินระยะยาว ศึกษาและเตรียมค่าใช้จ่ายทั้งหมด ทั้งเงินก้อนแรกและภาระการผ่อนชำระในอนาคต จะช่วยให้ผู้ซื้อประเมินความพร้อมของตัวเองและเลือกคอนโดที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์และสถานะทางการเงินของคุณ

เริ่มต้นค้นหาคอนโดที่ใช่สำหรับคุณได้ที่ Nestopa แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์ที่ช่วยคุณค้นหาคอนโด บ้าน หรือที่ดินในทำเลที่ใช่ พร้อมข้อมูลราคา แผนผังยูนิต และสิ่งอำนวยความสะดวกรอบโครงการ สามารถเปรียบเทียบราคาคอนโด พร้อมฟีเจอร์ AI AGENT ที่ช่วยให้การค้นหาอสังหาฯ เป็นเรื่องง่ายกว่าเดิม

อ่านบทความน่าสนใจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ซื้อคอนโดดีไหม? รวมข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจลงทุนคอนโด | Nestopa
ลงทุนคอนโดเริ่มยังไง? รวมเทคนิคปล่อยเช่าง่ายๆ ผลตอบแทนดี | Nestopa
ขายคอนโดต้องเสียค่าอะไรบ้าง? รวมค่าใช้จ่ายท้ังหมดที่ต้องรู้

คำถามที่พบบ่อย

จำนวนเงินที่ต้องเตรียมขึ้นอยู่กับราคาคอนโด เงินดาวน์ ภาระผ่อนชำระ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าธรรมเนียมโอนหรือค่าจดจำนอง โดยทั่วไปควรเตรียมเงินดาวน์ประมาณ 10–20% ของราคาขาย

ค่าใช้จ่ายแฝงที่ควรเตรียม ได้แก่ เงินดาวน์, ค่าธรรมเนียมโอน, อากรแสตมป์, ค่าจดจำนอง, ค่าประกัน, ค่าส่วนกลาง และค่าใช้จ่ายตกแต่งห้อง

วางแผนการเงินอย่างรอบคอบ กำหนดงบสูงสุดที่สามารถจ่ายได้ รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด ประเมินความสามารถในการผ่อน และเลือกโครงการที่เหมาะกับรายได้และไลฟ์สไตล์

Suphatra
Suphatra Boonwang ผู้เขียน

I’m an SEO content writer who enjoys creating content that’s both interesting to read and helpful for search engine visibility. I have experience writing blog posts, articles, and website content, and I focus on combining clear, engaging writing with thoughtful keyword use to help improve organic reach in a natural way.

อสังหาริมทรัพย์ บ้าน คอนโด
Nestopa