เผยแพร่ใน Tips ซื้อ-ขาย-เช่า อสังหาฯ

ความแตกต่างของโครงการ Pre-Sale และ Ready to Move อัปเดต 2025!

ไขข้อสงสัย! ความแตกต่างของบ้านและคอนโดแบบ

Pre - Sale และ Ready To Move ฉบับเข้าใจง่าย ปี 2025

สำหรับคนที่กำลังสนใจและวางแผนซื้อบ้านสักหลัง คงต้องเคยเจอคำว่า Pre Sale และ Ready To Move กันมาบ้าง จนเกิดข้อสงสัยว่า ’แล้วบ้านและคอนโดของทั้งสองแบบนี้ต่างกันยังไงนะ?’ ไม่ต้องรอคำตอบนาน เพราะวันนี้เนสโทปามาไขข้อข้องใจให้แล้ว!

โครงการ Pre - Sale

โครงการ Pre-Sale หมายถึง โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เปิดขายขณะที่ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาหรือก่อสร้าง เป็นการเปิดขายในช่วงก่อนการเปิดตัวของโครงการ หรือช่วง Pre-Construction ซึ่งในบริบทของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จะหมายถึงช่วงเวลาที่โครงการยังอยู่ในขั้นตอนการวางแผน ออกแบบ และเตรียมความพร้อมสำหรับการก่อสร้างจริง เนื่องจากการขายโครงการ Pre Sale มักมาในรูปแบบ ‘แนวคิด’ การขายจึงเน้นการสื่อสารถึงศักยภาพของโครงการในอนาคต เช่น ทำเล สิ่งอำนวยความสะดวก และการออกแบบ ฟังก์ชันการใช้สอยของพื้นที่สะมากกว่า ดังนั้น โครงการที่เปิดขายในช่วงนี้จะมีลักษณะเป็นรูปแบบ 3D ไม่มีโครงการเสร็จสมบูรณ์ให้ดู และเจ้าของบ้านยังต้องรอระยะเวลาก่อสร้างเสร็จประมาณ 1-2 ปีถึงจะเข้าอยู่ได้

ซึ่งการซื้อขายในลักษณะของโครงการ Pre Sale นั้น มักตัดสินจาก

  • ภาพจำลองโครงการ (Rendered Image) ภาพกราฟิกหรือภาพจำลอง 3D มักเป็นภาพรวมของโครงการ ประกอบด้วย ตัวอาคาร การตกแต่งห้อง สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ
  • โมเดลจำลอง (Model) เป็นโมเดลตัวอย่างขนาดย่อ ๆ ของอาคารและพื้นที่ในโครงการ
  • ห้องตัวอย่าง (Show Unit) ห้องจำลอง ขนาดจริง ๆ ที่ตกแต่งแล้วไม่ใช่โมเดล การขายแบบนี้จะสัมผัสได้ เหมือนได้เข้าไปอยู่ห้องจริง ๆ

หากเดิน ๆ ห้างสรรพสินค้าอยู่แล้วเห็นโมเดลจำลอง รวมถึงบริษัทมาเปิดบูธอยู่ก็ไม่ต้องตกใจ เพราะส่วนมากสำนักงานชั่วคราวมักตั้งในห้าง เพื่อให้ลูกค้าเดินทางมาดูได้โดยสะดวก

โครงการ Pre - Sale เหมาะกับใคร?

1. ผู้ที่ต้องการราคาที่ประหยัดกว่า

สำหรับผู้ที่มีงบจำกัด ต้องการราคาประหยัด การซื้อที่อยู่ในลักษณะโครงการ Pre-Sale ถือเป็นตัวเลือกที่ค่อนข้างตอบโจทย์มาก ด้วยช่วง Pre - Sale หลาย ๆ โครงการมักมีส่วนลดพิเศษ อาทิ ฟรีค่าโอน ฟรีส่วนกลาง ฟรีค่าจอง ส่วนลดค่าตกแต่ง หรือส่วนลด ของแถมต่าง ๆ อีกมาก อาทิ เฟอร์นิเจอร์, เครื่องใช้ไฟฟ้า, หรือระบบ Smart Home ที่ติดตั้งไว้ในห้อง ทั้งยังราคาต่ำกว่าเมื่อเทียบกับ Ready To Move แถมยังสามารถผ่อนดาวน์ได้ด้วย

โดย ผ่อนดาวน์ คือ การผ่อนโดยตรงกับโครงการ หลังจากที่ผู้ซื้อทำการจองและเซ็นสัญญาจะซื้อจะขายเรียบร้อยแล้ว ผู้ซื้อสามารถแบ่งจ่ายเงินดาวน์ออกเป็นงวด ๆ ตามระยะเวลาที่โครงการกำหนด ซึ่งมักจะอยู่ในช่วงที่โครงการกำลังก่อสร้าง อธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ คือ

หากเงินดาวน์ทั้งหมดอยู่ที่ 300,000 บาท และโครงการกำลังก่อสร้าง 24 เดือน ผู้ซื้อสามารถแบ่งชำระเป็นงวดเดือนละ 12,500 บาท ทำให้ไม่ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ในครั้งเดียว

ซึ่งการผ่อนดาวน์ของโครงการ Pre - Sale มีข้อดี คือ ลดภาระค่าใช้จ่ายในการจ่ายเงินก้อนใหญ่ ๆ เมื่อต้องการนำเงินไปหมุนก่อน ให้ผ่อนต่ำในช่วงแรก ๆ โดยการผ่อนแบบนี้ค่อนข้างช่วยให้ผู้ผ่อนยืดหยุ่นทางการเงิน

2. ผู้ที่ไม่รีบร้อนย้ายเข้า

สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับโครงการแบบ Pre - Sale คือ ‘จำเป็นต้องรอได้’ เพราะต้องรอการก่อสร้างให้เสร็จสมบูรณ์ ซึ่งอาจใช้เวลานานหลายเดือนหรือหลายปี และบางครั้งแผนก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด โดยโครงการอาจเกิดการล่าช้ากว่ากำหนด เนื่องด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่าง อาทิ มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดในการก่อสร้าง อย่างการปรับเปลี่ยนวัสดุ ตำแหน่งของพื้นที่ส่วนกลาง หรือรูปแบบของห้อง ซึ่งมักไม่ค่อยส่งผลกระทบต่อโครงสร้างหรือภาพรวมของโครงการ ฉะนั้นไม่จำเป็นจะต้องห่วงมากเกินไป โดยผู้ซื้อและจองโครงการแบบ Pre - Sale ควรจะมีที่อยู่สำรองในปัจจุบันก่อนเสมอ เพราะหากอยากเข้าอยู่ในทันทีทันใด โครงการนี้ถือว่าไม่ตอบโจทย์อย่างมาก มองเป็นโครงการ Ready To Move จะเหมาะกว่านั่นเอง

3. ผู้ที่มองหาโอกาสลงทุน

อย่างที่กล่าวไปว่าโครงการในลักษณะของ Pre - Sale มักจะได้มาในราคาดีและต่ำกว่าตอนก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ ไหนจะของแถม ส่วนลด ต่าง ๆ ที่ได้ในช่วง Pre-Construction อีก ดังนั้นหากนำคอนโดไปปล่อยต่อเพื่อเป็นการลงทุน ก็เรียกได้ว่ากำไรอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมเลยทีเดียว โดยอัตราส่วนกำไรที่ได้นั้น จะต้องดูจากทำเล หากตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพที่ราคาที่ดินมีแนวโน้มเพิ่มสูง โอกาสทำกำไรก็จะเพิ่มขึ้น

4. ผู้ที่ต้องการเลือกทำเลห้อง

ข้อดีอีกอย่างของการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในช่วง Pre-Sale นั้น คือ โอการทองที่ได้เลือกทำเลของที่อยู่ก่อนใคร เพราะโครงการส่วนใหญ่มักเปิดขายในช่วงเริ่มต้น ตามชื่อ Pre - Sale ดังนั้น ยูนิตยอดนิยม มีโอกาสเป็นมุมเป็นห้องยอดฮิตก็จะยังไม่ถูกจับจองไป หากจะซื้อไว้อยู่อาศัย การเลือกทำเลห้องก่อนใครก็จะช่วยให้เราได้ห้องที่ถูกใจที่สุด แต่ถ้าหากจะซื้อไว้ลงทุน ตำแหน่งห้องที่เลือกก็จะแสดงออกถึงมูลค่าทางการเงินและอัตรากำไรในอนาคต

โครงการ Ready to Move

โครงการ Ready to Move หมายถึง โครงการที่สร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว 100% หรือใกล้เสร็จสมบูรณ์เกือบ 100% แล้ว พร้อมให้ผู้ซื้อโอนกรรมสิทธิ์และเข้าอยู่อาศัยได้ในทันที ไม่ต้องรอเหมือน Pre - Sale พร้อมทั้งมั่นใจในคุณภาพของบ้านหรือคอนโด โดยไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาการก่อสร้างที่ล่าช้าหรือมลภาวะรบกวนในพื้นที่ เพราะผ่านการตรวจสอบก่อนจะปล่อยให้ผู้ซื้อเข้าอยู่อาศัยแล้ว ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องปัญหาการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยโครงการแบบ Ready To Move มักเป็นโครงการที่ครบครันเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว ทัศนียภาพ มองไปทางไหนก็สร้างเสร็จหมด ไม่ได้กำลังก่อสร้างอยู่ ปลอดภัยหายห่วงแน่นอน ทำให้โครงการทำนองนี้เป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งกลุ่มคนที่ต้องการย้ายเข้าอยู่ สร้างชีวิตใหม่ในทันทีและต้องการความปลอดภัยในช่วงที่อยู่อาศัยอย่างชัดเจน

ซึ่งหากเทียบกันกับโครงการ Pre - Sale แล้ว Ready To Move อาจมีราคาสูงกว่า เนื่องจากโครงการเสร็จสมบูรณ์แล้ว ราคาจะสูงกว่าโครงการ Pre-Sale อาจจะไม่มีได้มีส่วนลดหรือของแถมมากมาย ทั้งนี้ โอกาสในการเลือกห้องก็ลดน้อยลงไปด้วย เพราะเป็นห้องที่พร้อมย้ายเข้าทันที จึงต้องทำเวลาในการแข่งขันกันเลือกห้องทำเลดี ๆ ก่อน ห้องหรือบ้านที่ยังเหลืออยู่จึงอาจจะไม่ใช่สถานที่ที่ถูกใจนักและไม่ได้อยู่ในทำเลที่ดีที่สุด แต่ถ้าไม่ได้คิดมากเรื่องนี้ สนใจย้ายเข้าอยู่ทันทีมากกว่าจะสนใจเรื่องทำเลห้องหรือบ้าน โครงการ Ready To Move ก็ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะจะได้เห็นตัวอย่างบ้านจริง ๆ และความเสี่ยงล่าช้า ไม่ได้มาตรฐานนั้นค่อนข้างน้อย

โครงการ Ready to Move เหมาะกับใคร?

1. ผู้ที่ต้องการย้ายที่อยู่อาศัยใหม่ทันที

เหมาะกับผู้ที่ต้องการบ้านหรือคอนโดใหม่ทันที เพื่อสร้างครอบครัว หรือหมดสัญญาเช่าคอนโด บ้าน ที่อยู่อื่น ๆ กระทันหัน การเลือกโครงการแบบ Ready To Move ก็ตอบโจทย์ เพราะไม่จำเป็นจะต้องรอการก่อสร้างแล้วเสร็จ หลาย ๆ โครงการก็มีแบบพร้อมย้ายเข้าอยู่ แค่ทำการชำระเงินก็พร้อมยกกระเป๋าย้ายเข้าไปอยู่ได้เลยทันที ดังนั้น การเลือกที่อยู่แบบ Ready To Move เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคนกลุ่มนี้

2. ผู้ที่ไม่ต้องการรอและต้องการลดความเสี่ยงที่โครงการอาจล่าช้า

โครงการ Ready to Move เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการเสี่ยงกับการรอคอยที่อาจจะนานเกินไป หรือกลัวว่าจะเจอกับปัญหาการก่อสร้างที่ล่าช้า เหมือนกรณีโครงการ Pre-Sale ที่ยังอยู่ในช่วงการก่อสร้าง ซึ่งอาจจะมีปัญหาแล้วไม่เสร็จตรงตามกำหนด ดังนั้น การเลือกโครงการ Ready To Move นั้นสามารถมั่นใจได้ในคุณภาพของบอสังหาริมทรัพย์ที่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานแล้วด้วยเช่นกัน ผู้ที่ต้องการมั่นใจว่าเมื่อโอนกรรมสิทธิ์แล้วจะสามารถเข้าอยู่ได้ทันทีจึงเหมาะกับโครงการ Ready to Move ที่สุด

3. ผู้ที่ต้องการเห็นบ้านหรือคอนโดที่เสร็จสมบูรณ์จริงก่อนตัดสินใจซื้อ

การเห็นอสังหาริมทรัพย์ได้อย่างชัดเจนก่อนจะตัดสินใจเข้าอยู่ ช่วยสร้างความมั่นใจจากการไปตรวจสอบคุณภาพของที่พัก อาทิ ตรายละเอียดต่าง ๆ ของอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงวัสดุที่ใช้จริงเพื่อให้มั่นใจว่าเป็นไปตามความคาดหวังในทุก ๆ ด้าน ทั้งด้านความสวยงาม ฟังก์ชันการใช้งาน และคุณภาพ ตรวจสอบด้วยตัวเองในตอนที่กำลังตัดสินใจจะซื้อบ้าน ช่วยให้มั่นใจได้ว่าโครงการไม่มีปัญหาหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิดเมื่อถึงเวลาเข้าอยู่จริง ทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ช่วยให้ผู้ซื้อเห็นภาพที่อยู่ที่กำลังจะย้ายเข้าไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ ผู้ซื้อยังสามารถ

สรุปแล้ว การเลือกซื้อโครงการ Pre - Sale หรือ Ready to Move นั้นขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ซื้อ เพราะแต่ละโครงการเหมาะสมกับผู้คนที่มีความพร้อมแตกต่างกัน หากต้องการราคาที่ประหยัด มีส่วนลด ของแถมต่าง ๆ และสามารถรอได้ โครงการ Pre-Sale ถือว่าตอบโจทย์มากกว่า ในขณะที่หากต้องการย้ายเข้าอยู่ทันทีและต้องการความมั่นใจในคุณภาพของโครงการ โครงการ Ready to Move จะเหมาะสมกว่านั่นเอง

บทความที่เกี่ยวข้อง
6 วิธี ผ่อนบ้านหมดไวแบบไม่ชนเดือน! ฉบับปี 2025
มัดรวมข้อควรรู้ ให้การโอนกรรมสิทธิ์บ้านเป็นเรื่องง่าย ฉบับปี 2025!
"ประกันภัยบ้าน" เรื่องที่คนอยากมีบ้านจำเป็นต้องรู้!

Piraon
Piraon Sangkhaosud ผู้เขียน

Hello, I'm Peach. I have a passion for writing and strive to create engaging content for all my readers. Feel free to explore Nestopa's Blog and my articles and I hope they bring fresh perspectives to you.

อสังหาริมทรัพย์
Nestopa